Home » ซิตี้แบงก์คาดราคาทองปี 68แตะ3 พันดอลล์/ออนซ์

นักวิเคราะห์จากธนาคารซิตี้แบงก์ คาดการณ์ว่า ราคาทองคำอาจพุ่งแตะระดับ 3,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่ราคาน้ำมันดิบ มีโอกาสแตะ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในช่วง 12-18 เดือนข้างหน้า จากสามปัจจัยหลัก ได้แก่ การลดการพึ่งพิงเงินดอลลาร์ (de-dollarization), ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว และเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอยอย่างรุนแรง

“ปัจจุบัน ราคาทองคำอยู่ที่ 2,016 ดอลลาร์/ออนซ์ และมีแนวโน้มพุ่งขึ้น 50% หากธนาคารกลางประเทศต่าง ๆ เพิ่มปริมาณการซื้อทองคำเข้าคลังสำรอง รวมถึงการเกิดภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว และภาวะเศรษฐกิจถดถอยอย่างหนักทั่วโลก” Aakash Doshi หัวหน้าฝ่ายวิจัยตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ของซิตี้แบงก์ อเมริกาเหนือ ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว CNBC

ทีมนักวิเคราะห์ของซิตี้แบงก์ ยังมองว่า “ปัจจัยที่อาจทำให้ราคาทองคำแตะระดับ 3,000 ดอลลาร์สหรัฐ/ออนซ์ได้มากที่สุด คือ การเร่งกระบวนการลดการพึ่งพิงเงินดอลลาร์ (de-dollarization) ให้เร็วขึ้นในกลุ่มธนาคารกลางของประเทศตลาดเกิดใหม่ ซึ่งจะนำไปสู่วิกฤตความเชื่อมั่นในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ และอาจเพิ่มปริมาณการซื้อทองคำของธนาคารกลางเป็นสองเท่า”

อีกปัจจัยที่จะหนุนให้ราคาทองคำแตะระดับดังกล่าว คือเศรษฐกิจโลกที่เข้าสู่ภาวะถดถอยอย่างหนัก ที่อาจหนุนให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ ปรับลดอัตราดอกเบี้ยอย่างรวดเร็ว

ทั้งนี้ ราคาทองคำมีแนวโน้มผกผันกับอัตราดอกเบี้ย โดยเมื่ออัตราดอกเบี้ยลดลง ทองคำจะเป็นสินทรัพย์ที่น่าดึงดูดมากขึ้นเมื่อเทียบกับการลงทุนทางเลือกอื่น ๆ ในกลุ่มตราสารหนี้ ซึ่งจะให้ผลตอบแทนที่น้อยกว่าในสภาวะที่อัตราดอกเบี้ยต่ำ

ปัจจัยสุดท้าย การเกิด Stagflation คือ ภาวะที่เงินเฟ้อสูงขณะที่เศรษฐกิจชะลอตัว และอัตราการว่างงานเพิ่มขึ้น โดย Doshi กล่าวว่า สถานการณ์นี้มีโอกาสเกิดขึ้นต่ำมาก

ด้านราคาน้ำมัน นักวิเคราะห์คาดว่า ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกอาจขึ้นไปถึง 100 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล จากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์, การปรับลดกำลังการผลิตน้ำมันของกลุ่ม OPEC+ และภาวะชะงักงันของอุปทานน้ำมันในภูมิภาคที่เป็นผู้ผลิตหลัก

อย่างไรก็ดี สงครามอิสราเอล-ฮามาสที่กำลังดำเนินอยู่ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการผลิตหรือส่งออกน้ำมันโดยตรง แต่ผลกระทบที่สำคัญเพียงอย่างเดียว คือการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันและเรือสินค้าที่แล่นผ่านทะเลแดง โดยกลุ่มกบฏฮูตีในเยเมน โดยประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่อย่างอิรักได้รับผลกระทบจากความขัดแย้ง และหากสถานการณ์ปะทุขึ้นอีกก็อาจส่งผลกระทบต่อซัพพลายเออร์รายหลักของกลุ่ม OPEC+ ในภูมิภาคได้