Home » จับตาภาวะเศรษฐกิจสหรัฐฯ ทิศทางราคาทองคำในปี 2024

ภาพรวมของราคาทองคำในปี 2023 นั้นมีลักษณะการเคลื่อนไหวสลับขึ้นลงในทิศทางค่อยๆ ปรับตัวขึ้น หรือ Sideway Up โดยแม้ว่าราคาทองคำจะสร้างระดับสูงสุดใหม่ตลอดกาลได้ถึง 2 ครั้ง ทั้งในช่วงครึ่งแรกและครึ่งหลังของปี แต่กระนั้น ราคาทองคำก็มีช่วงที่ได้รับแรงกดดันให้ปรับตัวลงอย่างหนักจนสร้างระดับต่ำสุดของปี อย่างไรก็ดี ราคาทองคำมีการปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี โดยราคาทองคำรายปีมีแนวโน้มปิดบวกสุทธิเป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี หรือนับตั้งแต่ปี 2020 

ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้นในช่วงโค้งสุดท้ายของปี คือกระแสคาดการณ์ต่อทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) และความวิตกกังวลของนักลงทุนต่อสถานการณ์ความรุนแรงระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮามาส รวมไปถึงความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งปัจจัยทั้งหมดนี้ยังมีแนวโน้มส่งผลกระทบต่อราคาทองคำในปี 2024 ด้วยเช่นกัน

ทว่ากระแสคาดการณ์ดังกล่าวอาจเป็นการตอบสนองของตลาดที่มากเกินไป เนื่องด้วยเจ้าหน้าที่ Fed หลายรายออกมาชี้ตรงกันว่า การปรับลดอัตราดอกเบี้ยในเดือนมีนาคมนั้นยังคงเร็วเกินไป สอดคล้องกับการประเมินภาวะเศรษฐกิจสหรัฐฯ ของ Fed ที่ชี้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะยังคงอยู่ในทิศทางการขยายตัว เพียงแต่เป็นการขยายตัวในอัตราถดถอยลง ซึ่งเอื้อต่อการชะลอตัวลงของภาวะเงินเฟ้อ โดยที่ไม่ก่อให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจมากนัก จึงไม่ใช่ภาวะที่ Fed มีความจำเป็นจะต้องปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอย่างรุนแรงตามกระแสคาดการณ์

ราฟาเอล บอสติก ประธาน Fed สาขาบอสติก ให้ความเห็นเช่นเดียวกันว่า สถานการณ์ทางเศรษฐกิจสหรัฐฯ ไม่ได้มีแนวโน้มที่ Fed จำเป็นต้องเร่งปรับลดอัตราดอกเบี้ย โดยบอสติกคาดว่า Fed จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพียง 2 ครั้ง และน่าจะเริ่มขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง

จากที่กล่าวมาทั้งหมด อาจประเมินได้ว่าความไม่สอดคล้องระหว่างคาดการณ์ของ Fed และตลาด เป็นผลมาจากมุมมองต่อภาวะเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่แตกต่างกัน การที่ตลาดคาดการณ์ว่า Fed จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยราว 6 ครั้ง อาจเป็นผลมาจากความเป็นไปได้ที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะเข้าสู่ภาวะถดถอยที่รุนแรง หรือเกิดการฮาร์ดแลนดิ้ง

ทั้งนี้ รายงานวิเคราะห์แนวโน้มราคาทองคำของสภาทองคำโลก (World Gold Council: WGC) ได้ชี้ถึงความสำคัญต่อภาวะเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ที่จะมีผลต่อราคาทองคำเช่นกัน โดย WGC ให้ข้อมูลว่า หากเศรษฐกิจสหรัฐฯ สามารถชะลอตัวลงในรูปแบบซอฟต์แลนด์ดิ้ง อัตราดอกเบี้ยของ Fed คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 4.50% โดยในกรณีนี้ ราคาทองคำมีแนวโน้มเคลื่อนไหวสลับตัวขึ้นลงในระดับสูง แต่อาจไม่สามารถสร้างระดับสูงสุดใหม่ได้ เนื่องด้วยสถานการณ์ดังกล่าวจะเอื้อต่อการลงทุนในพันธบัตรและสินทรัพย์เสี่ยงอย่างหุ้นสามัญ ทำให้ความน่าสนใจในการลงทุนลดลงโดยเปรียบเทียบ

อย่างไรก็ดี Fed มีการดำเนินนโยบายการเงินในรูปแบบเข้มงวดมาก่อนหน้านี้แล้ว 9 รอบ ซึ่งจากทั้งหมดนั้นเศรษฐกิจสหรัฐฯ สามารถเกิดภาวะชะลอตัวในรูปแบบซอฟต์แลนดิ้งได้จริงเพียง 2 ครั้ง ส่วนอีก 7 ครั้งจบลงด้วยการเข้าสู่ภาวะถดถอยหรือเกิดฮาร์ดแลนดิ้ง อนึ่ง แม้ในช่วงปี 1966 เศรษฐกิจสหรัฐฯ มีแนวโน้มเกิดซอฟต์แลนดิ้งขึ้นในช่วงแรก แต่หลังจากนั้น 3 ปีก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงภาวะถดถอยได้

ดังนั้นจึงเป็นที่น่าสนใจว่า หลังยุติการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ Fed รอบนี้ เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะสามารถรอดพ้นภาวะถดถอยได้เป็นครั้งที่ 3 หรือไม่ ด้วยเหตุนี้ นักลงทุนมีความจำเป็นต้องจับตาภาวะเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง เพราะนับเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการตัดสินใจเกี่ยวกับการดำเนินนโยบายการเงินของ Fed ที่จะมีผลกระทบต่อมายังทิศทางราคาทองคำในปี 2024