Home » ‘เงินเฟ้อ’เรื่องที่นักลงทุนต้องเข้าใจ

อัตราเงินเฟ้อ ตามนิยามของธนาคารแห่งประเทศไทย คือ ราคาของสินค้าและบริการที่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

โดยปกติ เงินเฟ้อจะเกิดขึ้นเมื่อต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น หรือเมื่อความต้องการซื้อ (Demand) เพิ่มสูงขึ้นเร็วกว่าของที่มีอยู่ในตลาด (Supply) ก็จะทำให้ราคาสินค้าเพิ่มขึ้น แต่ยังมีอีกหลายเหตุผลเบื้องหลังที่ทำให้เงินเฟ้อเกิดขึ้นได้

ปัจจัยด้านต้นทุนที่ทำให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้น (Cost-driven inflation) เช่น

  • ราคาวัตถุดิบ (ตั้งต้น) เพิ่มสูงขึ้น
  • ทรัพยากรที่ใช้ในการผลิตมีน้อยลง
  • ค่าแรงเพิ่มขึ้น เช่น เมื่อตลาดแรงงานไม่เพียงพอ หรือประสิทธิภาพในการผลิตต่ำลง
  • การเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์ของภาครัฐ เช่น ด้านภาษี หรือกฎเกณฑ์ที่กระทบต่อการจัดซื้อ

ปัจจัยด้านความต้องการที่ทำให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้น (Demand-Pull Inflation) จะเกิดขึ้นเมื่อ

  • คนเชื่อมั่นในเศรษฐกิจ และใช้จ่ายมากขึ้น เช่น ช่วงที่เศรษฐกิจที่กำลังออกจากภาวะถดถอย คนก็จับจ่ายมากขึ้น
  • เงินในระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น เช่น เม็ดเงินในระบบเพิ่มขึ้นจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือ เมื่ออัตราแลกเปลี่ยนอ่อนค่าลง
  • อัตราดอกเบี้ยลดลง ทำให้ต้นทุนการกู้ยืมเงินของทั้งธุรกิจ และผู้บริโภคลดลง
  • เม็ดเงินลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ของรัฐที่กระจายเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ
  • การลดอัตราภาษี ซึ่งช่วยกระตุ้นให้ผู้บริโภคใช้จ่ายมากขึ้น

นอกจากนี้ยังมี เงินเฟ้อแบบ Built-in ซึ่งหมายถึง เงินเฟ้อที่เกิดจากความคาดหวัง เช่น เมื่อแรงงานเชื่อว่า ราคาสินค้าจะเพิ่มขึ้นในอนาคต พวกเขาจะเรียกเงินเดือนที่สูงขึ้นในวันนี้ เพื่อให้เขาสามารถใช้จ่ายได้มากขึ้น ซึ่งส่งผลให้ภาคธุรกิจปรับเพิ่มราคาสินค้าและบริการขึ้นด้วย

ที่สำคัญคือ เงินเฟ้อจะส่งผลกระทบต่อคนแต่ละกลุ่มไม่เท่ากัน อย่างกลุ่มที่ได้ประโยชน์ เช่น ลูกหนี้ เจ้าของที่ดิน และทรัพย์สินที่จับต้องได้ (Physical Asset) ยังจะได้ประโยชน์จากราคาของที่เพิ่มขึ้น

ส่วนพนักงานที่เงินเดือนปรับขึ้นตามเงินเฟ้อก็จะไม่ได้รับผลกระทบมากเท่าไร แต่กลุ่มที่เจอผลกระทบหนักกว่าก็เช่น คนที่เงินเดือนไม่เพิ่มขึ้นตามเงินเฟ้อ คนที่อยู่ในวัยเกษียณ คนที่ฝากเงินในธนาคารแต่ได้ดอกเบี้ยต่ำกว่าระดับเงินเฟ้อ หรือ ผู้ให้กู้ที่คิดดอกเบี้ยคงที่ (Fixed Rate) ก็จะกระทบไปด้วย แต่ใช่ว่า เงินเฟ้อจะมีด้านลบอย่างเดียว เพราะเงินเฟ้อในระดับที่เหมาะสม จะช่วยขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจ เนื่องจากผู้บริโภคจะใช้จ่ายมากขึ้น ทำให้การผลิตและกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นตาม จะช่วยสร้างความมั่นใจว่าเศรษฐกิจกำลังเดินหน้าและด้านราคาจะค่อยๆ เพิ่มขึ้นอย่างมีเสถียรภาพ

แต่ถ้าถามว่าระดับเงินเฟ้อควรอยู่ที่เท่าไร ถึงจะดีต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ

นั่นก็ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน แต่นักเศรษฐศาสตร์ต่างมองว่าอยู่ที่ราว 2-3% ถือว่าดีต่อเศรษฐกิจ แต่หากเมื่อใดที่เงินเฟ้ออยู่ระดับสูงกว่านั้น ก็ทำให้เราเริ่มเห็นผลกระทบในทางลบมากขึ้น เช่น ผู้บริโภคอาจกักตุนสินค้าเพราะคาดการณ์ว่าในระยะสั้นราคาสินค้าจะสูงขึ้นอีก และทำให้ภาคการผลิตปรับขึ้นราคาตามความต้องการที่สูงขึ้น

แต่หากเงินเฟ้อยังสูงต่อเนื่อง ย่อมจะส่งผลกระทบต่อเชื่อมั่นของผู้บริโภค โดยเฉพาะการใช้ชีวิตของชนชั้นกลางและผู้มีรายได้น้อยที่จะเจอผลกระทบหนักที่สุดและหากเกิด เงินเฟ้อสูงขั้นรุนแรง หรือที่เรียกว่า Hyperinflation ซึ่งหมายถึงราคาสินค้าจะพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว เช่น ราคาอาหารจานหนึ่งอาจเพิ่มขึ้นเป็นพันเท่าจากเดือนก่อน แน่นอนว่าเมื่อเกิดภาวะเงินเฟ้อขั้นรุนแรงขนาดนี้ ก็จะทำให้เกิดการล่มสลายของระบบการเงินและเศรษฐกิจ เช่นภาวะเงินเฟ้อขั้นรุนแรงในซิมบับเว ซึ่งเห็นผลกระทบชัดเจนในปี 2007 เพราะราคาสินค้าเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าภายในวันเดียว และในเดือนพฤศจิกายน 2008 อัตราเงินเฟ้อของซิมบับเวเพิ่มสูงขึ้นถึง 79,000,000,000% ทำให้ประชาชนบางส่วนต้องเดินทางข้ามชายแดนเพื่อไปซื้อสินค้า ขณะที่ระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานอย่างน้ำและไฟฟ้าเริ่มขาดแคลนถี่ขึ้นเรื่อยๆ

สุดท้ายธนาคารกลางซิมบับเวประกาศระงับการใช้เงินดอลลาร์ซิมบับเวไป และหันมาใช้เงินดอลลาร์สหรัฐ กับ แรนด์แอฟริกาใต้แทน