Home » ดอกเบี้ยนโยบาย เข้าใกล้จุดสูงสุดแล้วหรือยัง?

ธนาคารกลางหลักทั่วโลกมีการปรับตัวต่อสถานการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจเพื่อชะลอการเงินเฟ้อ การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็นหนึ่งในมาตรการที่มักถูกนำมาใช้ในบรรยากาศของเงินเฟ้อ อย่างไรก็ตาม มีความรู้สึกว่าการปรับขึ้นนี้สามารถส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจทั้งในประเทศและระดับโลก

ทั้งนี้ การปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายอาจส่งผลกระทบต่อการลงทุน การบริโภค และการกำหนดราคาในตลาด นอกจากนี้ บางประเทศกำลังเห็นสัญญาณว่าอัตราเงินเฟ้อเริ่มสูงขึ้น ซึ่งอาจเป็นสัญญาณว่าอาจเข้าสู่ช่วงเวลาที่ตลาดมีความหวังว่าการปรับอัตราดอกเบี้ยในรอบใหญ่อาจลดลง อย่างไรก็ตามตลาดยังคงติดตามการสื่อสารของธนาคารกลาง โดยเฉพาะธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) เพื่อดูว่าจะมีการส่งสัญญาณ ‘Pivot’ เมื่อไร

การปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายมีความสำคัญในการทำนายแนวโน้มของเศรษฐกิจและการวางแผนการลงทุน ดังนั้น การติดตามและเข้าใจการเปลี่ยนแปลงในนโยบายของธนาคารกลางเป็นสิ่งที่ทำให้ตลาดได้รับข้อมูลที่สำคัญในการตัดสินใจการลงทุน

การ Pivot ของธนาคารกลางคืออะไร

คือ การเปลี่ยนแปลงจุดยืนทางนโยบายทางการเงินคือกระบวนการที่เกิดขึ้นเมื่อมีการปรับเปลี่ยนนโยบายการเงินของธนาคารกลางหรือหน่วยงานทางการเงิน การเปลี่ยนแปลงนี้สามารถเป็นทางเข้าหรือทางออกของนโยบายการเงินและมีผลกระทบต่ออัตราดอกเบี้ย การลงทุน การบริโภค และกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวม

ตัวอย่างเช่น การเปลี่ยนจากนโยบายการเงินที่เข้มงวด (การขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย) ไปสู่นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายลง (การลดอัตราดอกเบี้ยฯ) สามารถทำให้เงินเป็นที่สูงขึ้น, ส่งผลให้ผู้บริโภคและธุรกิจมีการบริโภคและลงทุนมากขึ้น ทางกลับกัน การเข้าสู่นโยบายการเงินที่เข้มงวดสามารถทำให้เงินเบาลงทำให้ผู้บริโภคและธุรกิจมีการบริโภคและลงทุนลดลง

การเปลี่ยนแปลงนี้ส่วนใหญ่เกิดขึ้นเพื่อปรับการทำงานของเศรษฐกิจในทิศทางที่ต้องการ โดยมีเป้าหมายที่จะส่งผลกระทบที่เหมาะสมต่อการเติบโตและเศรษฐกิจทั้งหมด

อัตราเงินเฟ้อสหรัฐยังอยู่ระดับสูง แต่เริ่มส่งสัญญาณชะลอตัว

ในช่วงปลายปีที่ผ่านมา อัตราเงินเฟ้อของสหรัฐเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 7.7% ต่อปี (YoY) เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า เพิ่มขึ้นเป็น 0.4% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า นั่นหมายความว่า อัตราเงินเฟ้อที่แสดงในช่วงนี้ต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานหรือ Core Inflation ซึ่งไม่รวมราคาพลังงานและอาหาร ชะลอตัวลงมาที่ระดับ 6.3% YoY ข้อมูลนี้ชี้ให้เห็นว่าการเงินเฟ้อที่ไม่คิดรวมราคาพลังงานและอาหารมีการเพิ่มขึ้นอย่างมีจำนวนที่สูง แต่ก็ต่ำลงมาจากระดับที่เทียบเดือนก่อนหน้า ข้อมูลเหล่านี้เป็นสิ่งที่ตลาดคาดการณ์และติดตามอยู่อย่างใกล้ชิดและสามารถมีผลต่อตลาดการเงินและการตัดสินใจการลงทุนในอนาคต