Home » การออมสำหรับการลงทุนฉบับวัยเริ่มต้นทำงาน

1. บัญชีเงินฝากปลอดภาษี

บัญชีเงินฝากปลอดภาษีคือรูปแบบหนึ่งของบัญชีเงินฝากที่มีความเสี่ยงต่ำ และมีคุณสมบัติที่น่าสนใจเนื่องจากมีดอกเบี้ยสูงกว่าและได้รับการยกเว้นภาษีเงินฝาก สิ่งนี้ทำให้เป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับการออมเงิน โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นทำงานเนื่องจากไม่ต้องเสียภาษีในส่วนนี้

ถ้าหากมีดอกเบี้ยจากบัญชีออมทรัพย์ทั่วไปเกิน 20,000 บาท, จะต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 15% ซึ่งทำให้บัญชีฝากประจำปลอดภาษีเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะไม่ต้องเสียภาษีในส่วนนี้ และสามารถเปิดบัญชีได้เพียงคนละ 1 บัญชีเท่านั้น การลงทุนในบัญชีเงินฝากปลอดภาษีนี้สามารถช่วยให้เงินเก็บออมเติบโตมากขึ้นโดยไม่ต้องกังวลเรื่องภาษี เป็นทางเลือกที่มีความสะดวกและปลอดภัยสำหรับการบริหารจัดการเงินต่อไป

2. สลากออมทรัพย์

การลงทุนในสลากออมทรัพย์ถือว่าเป็นกลยุทธ์การลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำ เนื่องจากมีการรับประกันเงินต้น และได้รับดอกเบี้ยเช่นเดียวกับการฝากเงิน นอกจากนี้ยังมีโอกาสได้ลุ้นรางวัลตลอดจนกว่าจะขายสลากคืน

ความแตกต่างระหว่างการลงทุนในสลากออมทรัพย์กับการฝากเงินคือเรื่องของโอกาสลุ้นรางวัลทุกเดือน ถ้าโชคดีอาจมีสิทธิ์ถูกรางวัลเลขท้ายคล้ายกับการถูกสลากกินแบ่งรัฐบาล มีความเหมาะสมสำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นลงทุน อย่างไรก็ตาม, ต้องทำการวางแผนให้ดีก่อนตัดสินใจลงทุน เนื่องจากการถอนเงินได้เมื่อครบระยะเวลาที่ธนาคารกำหนด เช่น 3 ปี หรือ 5 ปี การลงทุนในสลากออมทรัพย์เป็นทางเลือกที่ปลอดภัยและเหมาะสำหรับการเริ่มต้นลงทุน

3. กองทุนรวม

กองทุนรวมแตกต่างจากการออมในบัญชีฝากประจำปลอดภาษีและสลากออมทรัพย์ในทางที่สำคัญ เนื่องจากกองทุนรวมมีการลงทุนให้เลือกหลากหลายทั้งตามนโยบายที่มีระดับเสี่ยงต่ำมาก ๆ เช่นกองทุนรวมตลาดเงิน ไปจนถึงระดับเสี่ยงสูงมาก ๆ เช่นกองทุนรวมสินทรัพย์ทางเลือก

การลงทุนในกองทุนรวมทำให้มีโอกาสได้ผลตอบแทนที่มากกว่า แต่พร้อมกับนั้นเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงที่มีโอกาสขาดทุน นอกจากนี้, ไม่มีการรับประกันเงินต้น คือ การลงทุนนั้นอาจเสี่ยงต่อการขาดทุน การเลือกกองทุนรวมควรพิจารณาความเหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ต้องการ และควรเข้าใจถึงนโยบายการลงทุนของกองทุนเพื่อทำการตัดสินใจที่มีความรู้ความเข้าใจอย่างถูกต้อง

4. กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือ Provident Fund

“กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ” เป็นสวัสดิการที่มีความคิดเพื่อความคุ้มครองและเป็นประโยชน์ต่อพนักงานในด้านการเงิน เป็นการส่งเสริมให้พนักงานมีการออมเงินยามเกษียณหรือหยุดทำงาน โดยทั้งนายจ้าง (บริษัทที่เราทำงาน) และลูกจ้าง (พนักงาน) ร่วมกันจัดตั้งกองทุนนี้ขึ้น มีจุดประสงค์ให้ลูกจ้างมีเงินออมในอนาคตที่มีความมั่งคั่งหรือใช้ในกรณีฉุกเฉิน

เงินที่เก็บมาจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพมีทั้งส่วนที่ลูกจ้างเอาเงินมาออม (เงินสะสม) และส่วนที่นายจ้างทำการเสริมเงิน (เงินสมทบ) โดยลูกจ้างและนายจ้างสามารถตกลงกันในการกำหนดสัดส่วนที่เหมาะสม ซึ่งส่วนมากจะอยู่ในช่วง 2% – 15% ของเงินเดือน การเป็นสวัสดิการที่น่าสนใจนี้มีประโยชน์ทั้งในด้านการออมเงินและลดหย่อนภาษี และยังแสดงถึงความใส่ใจต่อความพึงพอใจของพนักงานเช่นกัน