Home » การลงทุนใน ETF มีข้อดีอย่างไรบ้าง

เข้าถึงได้ง่าย

ข้อดีอย่างแรกของ ETF คือ ช่วยให้ผู้ลงทุนสามารถเข้าถึงสินทรัพย์ที่หลากหลายได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นสินทรัพย์ประเภทใด อยู่ในหมวดธุรกิจไหน หรืออยู่ในประเทศใดก็ตาม ถ้ามีดัชนีที่ติดตามราคาของสินทรัพย์นั้น ก็มักจะมี ETF ที่ลงทุนตามดัชนีนั้นด้วย คุณสามารถลงทุนได้ทั้งในหุ้น ตราสารหนี้ อสังหาริมทรัพย์ สินค้าอุปโภคบริโภค (Commodity) ต่างๆ หรือถ้าต้องการจะลงทุนในธุรกิจหมวดใดหมวดหนึ่ง เช่น เทคโนโลยี, E-Commerce, Healthcare หรือ Cloud-Computing ก็ทำได้เช่นกัน

มีการกระจายการลงทุน (Diversification) ที่ดี  

ETF ลงทุนในหลักทรัพย์จำนวนมากตามสัดส่วนของดัชนีที่อ้างอิง ถ้าราคาหลักทรัพย์ตัวใดตัวหนึ่งลดต่ำลง ผลกระทบก็จะไม่มากนักเพราะว่ายังมีหลักทรัพย์ตัวอื่นมาคอยเฉลี่ยให้ความผันผวนลดลง จากการศึกษาข้อมูลย้อนหลัง พบว่าพอร์ตที่กระจายการลงทุนที่ดีมักจะได้ผลตอบแทนที่ดีกว่าในระยะยาว

มีค่าธรรมเนียมการจัดการต่ำ

ETF ยังมีค่าธรรมเนียมการจัดการต่ำ โดยอยู่ที่ประมาณ 0.15%-0.25% ต่อปี เมื่อลองเปรียบเทียบกับกองทุนรวมในไทยที่ลงทุนในต่างประเทศ ซึ่งมีค่าธรรมเนียมโดยรวมประมาณ 1.5-3.0% (รวมค่าธรรมเนียมของ Master Fund) จะเห็นได้ว่าค่าธรรมเนียมของ ETF ต่ำกว่ามาก เพราะ ETF ใช้อัลกอริทึมในการบริหารพอร์ตเพื่อให้มีหลักทรัพย์ตามสัดส่วนของดัชนีที่อ้างอิง แทนที่จะใช้ผู้จัดการกองทุนคอยตัดสินใจทำการซื้อ-ขาย ซึ่งช่วยลดค่าใช้จ่ายในการจัดการให้ต่ำกว่ากองทุนรวม

มีความยืดหยุ่นในการซื้อ-ขาย

เนื่องจาก ETF มีการจดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ คุณจึงสามารถทำการซื้อ-ขายได้ตลอดเวลาทำการ ส่วนกองทุนรวมจะทำการซื้อ-ขายได้วันละครั้งเท่านั้น โดยคุณจะทราบราคาของหน่วยลงทุนได้ตอนสิ้นวันหรือนานกว่านั้นขึ้นอยู่กับประเภทสินทรัพย์ที่กองทุนรวมนั้นไปลงทุน

ข้อดีเหล่านี้ทำให้ตลาด ETF มีมูลค่าเพิ่มขึ้นประมาณ 4.7 เท่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา และจากข้อมูลของ Statista Research ตลาด ETF ทั่วโลกในปี 2019 นั้นมีมูลค่าสูงถึง 6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 186 ล้านล้านบาท

เรามาดูตัวอย่าง ETF ที่ StashAway ใช้ในการจัดพอร์ตกัน

มี ETF หลายตัวลงทุนตามดัชนี S&P 500 แต่เราเลือก SPDR S&P 500 (SPY) บนตลาดหลักทรัพย์ที่สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็น ETF ของดัชนี S&P 500 ที่มีมูลค่าสูงที่สุดโดยมีมูลค่าสินทรัพย์ที่จัดการมากกว่า 240,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 7.4 ล้านล้านบาท และเป็นหลักทรัพย์ที่มีการซื้อ-ขายมากที่สุดในทุกตลาดทั่วโลก SPY ช่วยให้ผู้ลงทุนได้ลงทุนในหุ้นของบริษัทขนาดใหญ่ของสหรัฐอเมริกา (US Large Cap Equities) โดยมีค่าธรรมเนียมการจัดการเพียงแค่ 0.09% ต่อปี เมื่อลองเปรียบเทียบกับกองทุนรวมในไทยที่ลงทุนในหุ้นสหรัฐฯ ซึ่งมีค่าธรรมเนียมโดยรวมประมาณ 1-3% (รวมค่าธรรมเนียมของ Master Fund) และอาจมีค่าธรรมเนียมการขาย (Front-end Fee) อีกด้วย