Home » นลท.บางส่วนเล็งเพิ่มสัดส่วนลงทุนหุ้นจีน หลังราคาดิ่งเกือบ 60%

สำนักข่าวบลูมเบิร์กเผยผลสำรวจ Markets Live Pulse ซึ่งรวบรวมมุมมองของนักลงทุนจำนวน 417 คนที่มีต่อตลาดหุ้นจีน โดยเกือบ 1 ใน 3 ระบุว่า จะเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหุ้นจีนในช่วง 12 เดือนข้างหน้า เมื่อเทียบกับระดับเมื่อเดือนส.ค. ซึ่งมีเพียง 19% เท่านั้น และ 25% ในเดือนมี.ค. ปี 2566 ขณะที่ 1 ใน 5 ระบุว่า กำลังพิจารณาลดน้ำหนักการลงทุนในหุ้นจีน 

รายงานของ MSCI China Index ระบุว่า หุ้นจีนเคยทะยานขึ้นถึงจุดสูงสุดเมื่อช่วงต้นปี 2564 หลังจากนั้น ก็ทรุดตัวลงเกือบ 60% และเข้าสู่ภาวะตลาดหมี ซึ่งเป็นผลมาจากวิกฤตหนี้ภาคอสังหาริมทรัพย์ ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ลดลง และเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัวลง ปัจจุบัน หุ้นจีนอยู่ในกลุ่มหุ้นที่ราคาถูกที่สุดในโลกเมื่อเทียบกับผลกำไร โดยมีนักลงทุนบางส่วน อย่าง Invesco Ltd. และ Pzena Investment Management เริ่มให้ความสนใจหุ้นจีน

วิเวก แทนเนรู (Vivek Tanneeru) ผู้จัดการพอร์ตของ Matthews Asia บริษัทด้านการลงทุนในซานฟรานซิสโก กล่าวว่า  “จีนเป็นตลาดที่ไม่น่าดึงดูดสำหรับนักลงทุน แต่ก็ช่วยให้เราซื้อหุ้นในราคาที่ค่อนข้างถูกได้”

ด้านผลสำรวจของ Goldman Sachs Group ล่าสุดชี้ให้เห็นว่า ตลาดหุ้นที่โชว์ฟอร์มได้ดีกว่าในปี 2566 อย่างตลาดอินเดียและบราซิล ส่งผลให้การจัดสรรสัดส่วนการลงทุนในตลาดหุ้นจีนอยู่ในระดับเกือบต่ำสุดในรอบ 10 ปี

ขณะที่ผลสำรวจของ Bank of America Corp. บ่งชี้ว่า ตลาดหุ้นจีนเป็นตลาดที่นักลงทุนปรับลดน้ำหนักการลงทุนลงมากที่สุดในภูมิภาค ในอีกด้านหนึ่งก็เปิดโอกาสให้นักลงทุนได้เข้ามาลงทุนเพิ่มในหุ้นจีน

อย่างไรก็ดี ผลสำรวจ  MLIV Pulse ของบลูมเบิร์กให้ข้อสังเกตว่า การลงทุนในหุ้นจีนใช่ว่าจะไม่มีความเสี่ยงที่ต้องคำนึงถึง เนื่องจากภาคอสังหาฯ  ของจีนอยู่ในช่วงแนวโน้มขาลง ซึ่งส่งผลต่อความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของประเทศ และคาดว่า จะยังเป็นต้นตอปัญหาใหญ่ที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจจีนในปี 2567

เมื่อถามถึงปัจจัยที่คาดว่าจะเป็นปัญหาใหญ่ที่สุดสำหรับจีนในปี 2567 หนึ่งในนักวิเคราะห์ อเลฮานดรา กรินดัล  (Alejandra Grindal) หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ Ned Davis Research มองว่า “ปัญหาใหญ่สุดคือตลาดอสังหาริมทรัพย์ เพราะบ้านเป็นสินทรัพย์ที่มีความสำคัญเป็นอันดับหนึ่งสำหรับครัวเรือน เป็นพื้นที่ที่คนส่วนใหญ่ลงทุนเพื่อสร้างความมั่งคั่ง หากตลาดอสังหาฯ ไม่กระเตื้องขึ้น ก็จะฉุดความเชื่อมั่นของผู้บริโภค”

นอกจากนี้ ผลสำรวจยังครอบคลุมประเด็นที่ว่า ตลาดหุ้นใดจะได้รับประโยชน์สูงสุดหากปรับลดสัดส่วนการลงทุนในหุ้นจีน โดย 49% มองว่าตลาดหุ้นอินเดีย รองลงมาคือ ตลาดหุ้นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (34%), ตะวันออกกลาง (6%), สหรัฐ (5%) และอื่น ๆ  (6%)