Home » ภาวะตลาดหมี นักลงทุนต้องรับมืออย่างไร?

ช่วงเดือนที่ผ่านมา บรรยากาศการลงทุนทั่วโลกยังคงซับซ้อนและมีข่าวลบต่างๆ เกิดขึ้นอย่างมาก การล็อกดาวน์ในประเทศจีน ที่อาจส่งผลกระทบต่อการเติบโตของ GDP และการเพิ่มเงินเฟ้อที่ติดต่อกันทั้งในสหรัฐฯ และยุโรป เป็นต้น

เพื่อชะลอการเพิ่มเงินเฟ้อที่มีการกระตุ้นมากขึ้น, ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ได้ปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายถึง 0.75% ในเดือนมิถุนายน. นับเป็นครั้งใหญ่ที่สุดตั้งแต่ปี 1994 ผลกระทบที่เห็นได้ชัดเจนครั้งนี้คือตลาดหุ้นที่ลงตัวอย่างมาก เนื่องจากความกังวลว่าการเพิ่มดอกเบี้ยนโยบายนี้อาจส่งผลให้เศรษฐกิจของสหรัฐฯ เข้าสู่ภาวะถดถอย

เมื่อต้องอยู่กับ ‘ตลาดหมี’ มีเรื่องอะไรที่นักลงทุนต้องรู้บ้าง?

คำว่า “ตลาดหมี” ในทางการลงทุนมักถูกใช้เพื่ออธิบายสถานการณ์ที่ตลาดหุ้นประสบกับการลดลงหรือตกลงมากๆ เป็นระยะเวลาต่อเนื่อง นิยามที่ชัดเจนสำหรับ “ตลาดหมี” คือเมื่อตลาดหุ้นตกลงมากกว่า 20% เมื่อเทียบกับจุดสูงสุดที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้น. สถานการณ์นี้ถูกเรียกว่า “ตลาดหมี” เนื่องจากนักลงทุนมักใช้คำนี้ในบรรยากาศที่ตลาดหุ้นลง ซึ่งมีการนำเสนอตัวเลือกการลงทุนที่ลดลงมาก

เมื่อเราย้อนดูสถิติในอดีตเกี่ยวกับภาวะตลาดหมีจาก ดัชนี S&P 500 ในรอบ 100 ปีที่ผ่านมา พบว่า:

  • ภาวะตลาดหมีเกิดขึ้นได้เป็นปกติ และมักจะเกิดขึ้นเฉลี่ยทุกๆ 3.6 ปี
  • ดัชนี S&P 500 เกิดภาวะตลาดหมีมาแล้วกว่า 26 ครั้ง นับจากปี 1928 ซึ่งทุกครั้งตลาดก็สามารถพลิกกลับมาฟื้นตัวได้ และเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว
  • ภาวะตลาดหมีมักจะมีระยะเวลาสั้นกว่า โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 9.6 เดือน เมื่อเทียบกับภาวะตลาดกระทิง (Bull Market: ช่วงที่ตลาดเป็นขาขึ้น) ซึ่งมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 32 เดือน (2.8 ปี)

ในทางทฤษฎีและตามประวัติการณ์ การเกิดภาวะตลาดหมีไม่จำเป็นต้องเป็นสัญญาณว่าเศรษฐกิจจะถดถอยเสมอไป มีกรณีที่ตลาดหุ้นลดลงเนื่องจากปัจจัยทางทฤษฎีหรือเหตุการณ์ที่เศรษฐกิจยังคงมีประสิทธิภาพและเติบโตต่อไปได้จากข้อมูลในดัชนี S&P 500 ที่ครอบคลุมหลายรอบของตลาดหมี พบว่ามีการฟื้นตัวขึ้นหลังจากภาวะตลาดหมีในบางครั้ง และไม่ทุกรอบตลาดหมีต้องส่งผลให้เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย การวิเคราะห์ตลาดหุ้นและสถานการณ์เศรษฐกิจที่ทันสมัยเป็นสิ่งสำคัญในการทำกำไรและการบรรลุวัตถุประสงค์ทางการลงทุน

เราควรรับมือช่วงตลาดขาลงอย่างไร?

คำแนะนำดีที่สุดในการจัดการกับภาวะตลาดหมีคือการรักษามุมมองแบบระยะยาวและการวางแผนการลงทุนของคุณโดยให้ความสำคัญกับวัตถุประสงค์การลงทุนของคุณ ความสำเร็จในการลงทุนไม่มาจากการพยายามที่จะทำนายทิศทางของตลาดทุกรอบ แต่มาจากการควบคุมปัจจัยที่คุณสามารถควบคุมได้ เช่น การกระจายลงทุน การเลือกทรัพย์สินที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ และการทำแผนการเงิน