Home » เงินเดือนจ้างงานใหม่ในเมืองใหญ่ทั่วจีน ร่วงหนักเป็นประวัติการณ์

เงินเดือนสำหรับพนักงานใหม่ในเมืองใหญ่ ๆ จำนวน 38 เมืองทั่วประเทศจีน ปรับตัวลดลงมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ ตอกย้ำถึงแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่ยังคงมีอยู่และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ซบเซาในประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก โดยเงินดือนเฉลี่ยที่บริษัทเสนอให้กับพนักงานใหม่ใน 38 เมืองสำคัญของจีน ในไตรมาสที่ 4 ปี 2566 ลดลง 1.3% สู่ระดับ 10,420 หยวน (1,458 ดอลลาร์สหรัฐ) เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ซึ่งลดลงมากที่สุด นับตั้งแต่ปี 2559 ตามข้อมูลจากแพลตฟอร์มจัดหางานออนไลน์ Zhaopin นอกจากนี้ ยังเป็นการปรับลดลงเป็นไตรมาสที่ 3 ติดต่อกัน ซึ่งยาวนานที่สุดนับตั้งแต่มีการเก็บข้อมูลนี้ในปีดังกล่าว

ที่กรุงปักกิ่ง พบว่าค่าจ้างพนักงานใหม่ลดลง 2.7% เมื่อเทียบปีที่แล้ว และเป็นการลดลง 4 ไตรมาสติดต่อกัน ส่วนพื้นที่ที่มีอัตราค่าจ้างปรับตัวลดลงมากที่สุดคือ พื้นที่เขตเมืองทางตอนใต้ของเมืองกว่างโจว ซึ่งลดลงมากถึง 4.5% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว

ข้อมูลดังกล่าวตอกย้ำถึงแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจีนต้องเผชิญในปี 2567 และอาจส่งผลต่อแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งตลาดแรงงานที่ซบเซาจะทำให้ผู้บริโภคปรับลดการใช้จ่าย และกลายเป็นแรงกดดันต่อราคาผู้บริโภค ซึ่งอยู่ในระดับต่ำที่สุดในรอบ 3 ปี นอกจากนี้ยังอาจส่งผลกระทบลุกลามไปถึงตลาดอสังหาริมทรัพย์ ที่กำลังอยู่ในช่วงย่ำแย่ที่สุด อีกทั้งแนวโน้มรายได้ที่ไม่แน่นอน อาจทำให้ครัวเรือนต่าง ๆ ชะลอการซื้อบ้านและชะลอการกู้ซื้อบ้านออกไป

ข้อมูลที่สำรวจโดยภาคเอกชน ทั้ง Caixin Insight Group และ Business Big Data Co. ระบุว่าเงินเดือนโดยเฉลี่ยของพนักงานจบใหม่ในภาคเศรษฐกิจเกิดใหม่ ซึ่งรวมถึงยานยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม พบว่าลดลง 2.3% มาอยู่ที่ 13,758 หยวนในเดือนธ.ค. 2566 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

นอกจากนี้ยังพบว่า อัตราการว่างงานอย่างเป็นทางการเมื่อสิ้นสุดเดือนมิ.ย. พบว่า คนหนุ่มสาวมากกว่า 1 ใน 5 ไม่สามารถหางานทำได้ ก่อนที่รัฐบาลจีน จะสั่งหยุดเผยแพร่ตัวเลขดังกล่าวลง

ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่รวบรวมโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติจีน แสดงให้เห็นว่าดัชนีความเชื่อมั่นอยู่ที่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ณ เดือนพ.ย. โดยดัชนีจะพิจารณาจากการประเมินรายได้ การจ้างงาน และความเต็มใจที่จะใช้จ่ายของประชาชน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าดัชนีความเชื่อมั่นยังไม่ดีขึ้นจากระดับเมื่อปี 2565 ซึ่งเป็นช่วงที่ยังคงมีการใช้มาตรการล็อคดาวน์เนื่องจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19